คำพวกนี้รู้...จริงป่ะ?

posted on 26 Jan 2009 23:13 by every-time




มีความหมายของศัพท์เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตที่สุดแสนจะเบสิกมานำเสนอกัน..  เป็นคำที่เราพบเจอบ่อยแทบจะทุกๆ ครั้งที่ออนไลน์เข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ต  หลายๆคน บอกว่าก็รู้สิ  คำง่ายๆแค่นี้เอง  มันก็คือไอ้นี่ไง!  ...แล้วไอ้นี่เนีย  คืออะไร  จะช่วยอธิบายได้ไหมคะ?  เอาล่ะๆ  เราก็เลยมีความหมายยาวๆของคำเบสิกเหล่านี้มาให้ดูกัน  เอามาเป็นตัวอย่างให้ดู  ถ้าใครสนใจก็เข้าไปศึกษาหาความรู้กันได้จาก   http://www.bcoms.net/dictionnary/index.asp   ที่รวบรวมคำศัพท์เหล่านี้ไว้เยอะมากกกก  ^^
 






HIT


เชื่อว่า ทุกท่านคงจะเคยได้ยินคำว่า “ฮิต” (hit) กันมาบ้างอย่างแน่นอน และไม่เพียงเท่านั้น หลายๆ ท่านน่าจะเคยใช้คำนี้ในความหมายที่อาจจะไม่ถูกต้องมาแล้วด้วย โดยเฉพาะความหมายของคำว่า “ฮิต” ที่แท้จริงในโลกของอินเทอร์เน็ต
      คำว่า ฮิต (Hti) ได้ถูกนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เป็นการใช้ความหมายที่ผิดไปจากแนวคิดที่ซ่อนอยู่ในคำศัพท์คำนี้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่คิดว่า ฮิต หมายถึง จำนวนครั้งของการเยี่ยมชมที่เว็บไซต์หนึ่งๆ ได้รับ โดยเข้าใจว่า ทุกครั้งที่ใครก็ตามเข้าไปยังเว็บไซต์แห่งนั้น นั่นหมายความว่า เว็บไซต์ได้เพิ่มอีกหนึ่งฮิต (เข้า 10 ครั้งก็ ได้ 10 ฮิต) ซึ่งความหมายที่แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ จริงอยู่ที่คำว่า ฮิต จะมีความหมายเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ แต่มันไม่ได้มีความหมายอย่างที่เข้าใจกัน
     ความหมายของ “ฮิต” ที่แท้จริง หมายถึง จำนวนครั้งที่มีการร้องขอข้อมูลไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเข้าไปยังเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ซึ่งในหน้าเว็บ หรือโฮมเพจที่เข้าไปมีภาพอยู่ 7 ภาพ นั่นหมายความว่า บราวเซอร์จะต้องร้องขอไปยังเซิร์ฟเวอร์ให้ส่งภาพทั้ง 7 และอีก 1 ไฟล์ HTML ดังนั้น การร้องขอทั้งหมดที่เกิดขึ้นจึงรวมกันทั้งสิ้นได้ 8 ฮิต (7 ไฟล์ภาพ + 1 ไฟล์ HTML) หรือข้อมูลของจำนวนฮิตที่บันทึกเข้าไปในระบบอันเกิดจากผู้ใช้ท่านหนึ่งโหลดหน้าเว็บนี้ไปก็คือ 8 Hits นั่นเอง

        นอกจากคำว่า “ฮิต” จะมีความหมายดังกล่าวแล้ว คำนี้ยังถูกใช้ในหน้าผลลัพธ์ของ Search Engine อีกด้วย เมื่อคุณค้นหาข้อมูลที่ต้องการใน Google (หรือเสิร์ชเอ็นจิ้นตัวอื่นๆ ที่คุณชื่นชอบ) เสิร์ชเอ็นจิ้นก็จะแสดงหน้าผลลัพธ์ขึ้นมา ซึ่งแต่ละลิงค์ในหน้าผลลัพธ์ที่ค้นพบคือ ฮิต ที่เกิดขึ้นนั่นเอง ดังนั้น ถ้าคำที่คุณค้นหา ในหน้าผลลัพธ์แจ้งว่า พบ 500 หน้าเว็บที่ตรงกับคีย์เวิร์ดของคุณ นั่นหมายความว่า ผลลัพธ์เสิร์ชที่ได้กลับมามี 500 Hits นั่นเอง
คราวนี้ก็คงไม่สับสนกับการใช้ศัพท์คำนี้อีกต่อไปแล้วนะคะ







RSS
 
RSS หรือ Really Simple Syndication เป็นบริการใหม่บนเว็บไซต์ภาษา XML ใช้สำหรับดึงข่าวจากเว็บต่างๆ มาแสดงบนหน้าเว็บเพจ โดยนำมาเฉพาะหัวข้อข่าว เมื่อผู้ใช้คลิกลิงค์ก็จะแสดงรายละเอียดข่าวในเว็บต้นฉบับนั้นๆ โดยที่หัวข้อข่าวจะอัปเดทตามเว็บต้นทาง ซึ่งการดึงหัวข้อข่าวไปแสดงนั้นจะมีส่วนประกอบทั้งหมดสามส่วนคือส่วนผู้ให้บริการดึงข่าว และส่วนผู้สร้างเว็บไซต์ใช้ทั่วไปที่ต้องการดึงข่าวไปแสดง และส่วนผู้ใช้ทั่วไป

RSS ช่วยลดข้อจำกัดในการคัดลอกข้อมูลในเว็บไซต์โดยเฉพาะกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ ขณะที่ผู้สร้างไม่ต้องเสียเวลาทำหน้าเพจแสดงข่าว ซึ่งต้องทำทุกครั้งเมื่อต้องการเพิ่มข่าว โดย RSS จะดึงข่าวมาอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลบนเว็บไซต์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น

ปัจจุบัน RSS ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบกลางในการบริการข้อมูลทางธุรกิจ และมีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการแชร์ข้อมูล เช่นเว็บไซต์ข่าว เว็บล็อก ซึ่งจะมีการแสดงข้อมูลบนหน้าต่างพรีวิวแยกต่างหากเพื่อให้ผู้ใช้ไม่สับสน รวมถึงสามารถสืบค้นข้อมูลได้

จุดเด่นของ RSS คือผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องเข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆเพื่อดูว่ามีข้อมูลอัปเดทใหม่หรือไม่ ขณะที่เว็บไซต์แต่ละแห่งอาจมีระยะความถี่ในการอัปเดทไม่เท่ากัน บางครั้งผู้ใช้ยังอาจหลงลืมจนเข้าไปดูเนื้อหาอัปเดทใหม่บนเว็บไม่ครบถ้วน รูปแบบ RSS จะช่วยให้ผู้สามารถรับข่าวสารอัปเดทใหม่ได้โดยไม่ต้องเข้าไปดูทุกครั้งให้เสียเวลา ได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและฝ่ายเจ้าของเว็บไซต์





SPAM

Spam หมายถึง e- mail ที่ไม่ได้เชื่อเชิญในระบบอินเตอร์เน็ต จากมุมมองของผู้ส่งซึ่งมักจะเป็นรายชื่อที่สมัครไว้กับองค์กรนั้น ในส่วนผู้รับบอกว่า เป็น e- mail ขยะ
คำนี้มีที่มาจากคำบรรยายสั้น ๆ ที่มีชื่อเสียงของ Monty Python (“Well, we have Spam, tomato & Spam, egg & Spam, Egg, bacon & Spam…”) Spam เป็นชื่อการค้าในสินค้าประเภทเพื่อของ Hormel ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในกองทัพสหรัฐ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2





URL

Uniform Resource Locator (URL) 
URL เป็นการระบุตำแหน่งของไฟล์ที่เข้าถึงได้บนอินเตอร์เน็ต ประเภทของทรัพยากรขึ้นกับโปรโตคอลประยุกต์บนอินเตอร์เน็ตที่ใช้ การใช้โปรโตคอลของ World Wide Web หรือ Hypertext Tranfer Protocol ทรัพยากรคือเพจ HTML, ภาพ, โปรแกรมอินเตอร์เฟซ เช่น Java applet หรือไฟล์ที่ HTTP โดย URL จะเก็บชื่อของโปรโตคอลที่ต้องการ เพื่อเข้าถึงทรัพยากร ซึ่ง Domain name เป็นการระบุคอมพิวเตอร์บนอินเตอร์เน็ต และการอธิบายลำดับชั้นของตำแหน่งไฟล์ในคอมพิวเตอร์ 



Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! big smile

#3 By ไอ้ไทม์ on 2009-01-27 20:13

ว้าว เป็นความรู้ใหม่จริง ๆ ค่ะ

เข้าใจผิดหลายอย่างเลย

Hot!

#2 By anonymous108 on 2009-01-26 23:48

อะจ๊ากกกกกกกก

เข้าใจคำว่า HIT ผิดอย่างแรง



Hot! Hot! Hot!